เรียนรู้เกี่ยวกับ Spread คืออะไรและทำไมต้องเข้าใจสิ่งนี้

Spread คืออะไร

เทรดเดอร์มือใหม่หลายคนมักจะสงสัยว่า เวลาที่เราเปิดออเดอร์ในตลาดการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการเทรดหุ้น ทองคำ คริปโทเคอร์เรนซี หรือฟอเร็กซ์ (Forex) ทำไมคำสั่งซื้อขายของเราถึงเริ่มต้นด้วยการติดลบทันที? คำตอบของปริศนานี้ซ่อนอยู่ในคำศัพท์ทางการเงินที่สำคัญมากคำหนึ่ง นั่นคือ “Spread” วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่า Spread คือ อะไร และทำไมทุกคนที่อยากทำกำไรในตลาดนี้ถึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจมันอย่างถ่องแท้

ทำความเข้าใจความหมาย: Spread คือ อะไรกันแน่?

หากจะอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด Spread คือ ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขายของสินทรัพย์ ณ ช่วงเวลานั้นๆ ในกระดานเทรดของเราจะสังเกตเห็นราคา 2 ตัวเสมอ ได้แก่

  1. ราคา Bid (ราคาเสนอซื้อ): ราคาที่สูงสุดที่ฝั่งผู้ซื้อยินดีจะจ่าย หรือเป็นราคาที่เราจะได้เมื่อเราต้องการ “ขาย” สินทรัพย์ออกไป
  2. ราคา Ask (ราคาเสนอขาย): ราคาที่ต่ำที่สุดที่ฝั่งผู้ขายตั้งไว้ หรือเป็นราคาที่เราต้องจ่ายเมื่อเราต้องการ “ซื้อ” สินทรัพย์เข้ามา

เมื่อนำราคา Ask มาลบด้วยราคา Bid ผลลัพธ์ที่ได้นั้นแหละคือ Spread เปรียบเสมือนค่าธรรมเนียมหรือค่านายหน้า (Commission) ทางอ้อมที่โบรกเกอร์หรือตัวกลางเรียกเก็บจากเราในการอำนวยความสะดวกเพื่อจับคู่คำสั่งซื้อขาย ดังนั้น ทุกครั้งที่คุณกดส่งคำสั่งซื้อ คุณจะได้ราคา Ask ที่สูงกว่าราคาตลาดเล็กน้อย และเมื่อคุณกดขาย คุณจะได้ราคา Bid ที่ต่ำกว่าเล็กน้อย จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพอร์ตของคุณถึงแสดงผลติดลบในวินาทีแรกที่เปิดออเดอร์นั่นเอง

ประเภทของ Spread ในตลาดการเงิน

ในโลกของการลงทุน เราสามารถแบ่งประเภทของส่วนต่างราคาออกเป็น 2 รูปแบบหลักๆ ตามเงื่อนไขของโบรกเกอร์:

  • Fixed Spread (แบบคงที่): Spread คือ ค่าส่วนต่างที่ถูกกำหนดไว้ตายตัวโดยโบรกเกอร์ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในตลาด ค่านี้จะไม่เปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนแปลงน้อยมาก ข้อดีคือควบคุมต้นทุนง่าย แต่ข้อเสียคือมักจะมีค่าที่สูงกว่าปกติเล็กน้อย
  • Variable/Floating Spread (แบบลอยตัว): ค่าส่วนต่างประเภทนี้จะขยับขึ้นลงตลอดเวลาตามสภาพคล่องและความผันผวนของตลาดในช่วงนั้นๆ ในสภาวะตลาดปกติ ค่าบริการแบบลอยตัวมักจะต่ำมากจนเกือบเป็นศูนย์ แต่ถ้าช่วงไหนมีข่าวประกาศสำคัญๆ ค่านี้ก็อาจจะพุ่งสูงขึ้นได้อย่างน่าตกใจ

ทำไมนักลงทุนต้องเข้าใจว่า Spread คือ อะไร?

การละเลยไม่ทำความเข้าใจเรื่องนี้ เปรียบเหมือนการเดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตโดยไม่ดูป้ายราคาและภาษีแฝง เหตุผลสำคัญที่คุณต้องใส่ใจ มีดังนี้ครับ

1. มันคือต้นทุนที่แท้จริงในการเทรดของคุณ หลายคนมักโฟกัสแค่ค่าธรรมเนียมที่โบรกเกอร์หักตรงๆ (Commission) แต่ลืมไปว่า Spread คือ ต้นทุนแฝงที่น่ากลัวที่สุด หากคุณเป็นสายเทรดสั้น (Scalping) ที่เน้นเข้าออกออเดอร์บ่อยๆ วันละหลายสิบครั้ง การเลือกสินทรัพย์หรือโบรกเกอร์ที่มีค่าส่วนต่างราคาแพง จะกัดกินกำไรของคุณไปเรื่อยๆ จนบางครั้งต่อให้คุณเทรดชนะบ่อย แต่หักลบกลบหนี้แล้วอาจจะเหลือเงินนิดเดียว หรือถึงขั้นขาดทุนเพราะค่า Spread เลยทีเดียว

2. ช่วยในการเลือกช่วงเวลาเทรดที่ได้เปรียบ ความกว้างของส่วนต่างราคาไม่ได้คงที่ตลอด 24 ชั่วโมง (ในแบบลอยตัว) มันจะแคบลงเมื่อมีผู้ซื้อและผู้ขายในตลาดจำนวนมาก (สภาพคล่องสูง) เช่น ช่วงที่ตลาดนิวยอร์กและตลาดลอนดอนเปิดทำการพร้อมกัน แต่ในทางกลับกัน Spread คือ สิ่งที่จะขยายตัวกว้างขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงที่ตลาดปิดทำการ ช่วงรอยต่อของวัน หรือช่วงที่มีการประกาศตัวเลขทางเศรษฐกิจสำคัญ เช่น Non-Farm Payrolls การเข้าใจกลไกนี้จะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงการออกออเดอร์ในช่วงเวลาที่เสียเปรียบได้

3. มีผลต่อการตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) และทำกำไร (Take Profit) นี่คือจุดที่เทรดเดอร์มือใหม่พลาดกันบ่อยที่สุด! สมมติคุณตั้ง Take Profit ไว้ที่ราคาหนึ่ง แต่กราฟวิ่งไปแตะเส้นราคานั้นแล้วออเดอร์กลับไม่ปิดทำกำไรให้ นั่นเป็นเพราะราคา Bid หรือ Ask (ขึ้นอยู่กับฝั่งที่คุณเปิดออเดอร์) ยังวิ่งไปไม่ถึงเนื่องจากติดค่าส่วนต่าง การคำนวณว่า Spread คือ เท่าไหร่ แล้วเผื่อระยะห่างไว้ในการตั้ง Stop Loss และ Take Profit จะช่วยให้ระบบเทรดของคุณแม่นยำและไม่ถูกปิดออเดอร์ขาดทุนไปอย่างน่าเสียดายจากกรณี “Spread ถ่าง”

ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ Spread แคบหรือกว้าง?

เพื่อให้คุณเห็นภาพชัดเจนขึ้น ค่าส่วนต่างราคาจะถูกกำหนดด้วย 3 ปัจจัยหลักในตลาด

ปัจจัยผลกระทบต่อ Spreadคำอธิบาย
สภาพคล่อง (Liquidity)สูง = แคบ / ต่ำ = กว้างสินทรัพย์ที่มีคนเทรดเยอะๆ เช่น คู่เงิน EUR/USD หรือทองคำ (XAU/USD) จะมีส่วนต่างราคาที่แคบมาก ต่างจากหุ้นปั่นหรือคู่เงินนอกกระแส
ความผันผวน (Volatility)สูง = กว้าง / ต่ำ = แคบช่วงที่มีข่าวใหญ่ ตลาดจะมีความเสี่ยงสูง โบรกเกอร์และผู้ให้บริการสภาพคล่องจะขยาย Spread เพื่อป้องกันความเสี่ยงของตัวเอง
นโยบายของโบรกเกอร์แตกต่างกันไปโบรกเกอร์แต่ละเจ้ามีโมเดลธุรกิจไม่เหมือนกัน บางเจ้าเคลมว่าไม่มีค่าคอมมิชชัน แต่ไปบวกเพิ่มในค่า Spread แทน

การเดินทางในโลกการลงทุนให้ประสบความสำเร็จไม่ได้อาศัยเพียงแค่การมองหาจุดเข้าซื้อที่แม่นยำเท่านั้น แต่คือการบริหารต้นทุนและควบคุมความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ การทำความเข้าใจว่า Spread คือ กลไกสำคัญที่คอยขับเคลื่อนราคาในตลาด จะช่วยเปลี่ยนมุมมองการเทรดของคุณให้ละเอียดรอบคอบยิ่งขึ้น

ก่อนที่จะเลือกโบรกเกอร์ หรือก่อนที่จะกดส่งคำสั่งซื้อขายในครั้งต่อไป อย่าลืมเช็กความกว้างของราคา Bid และ Ask เสมอ เลือกเทรดในผลิตภัณฑ์และช่วงเวลาที่มีสภาพคล่องสูง เพื่อให้ต้นทุนของคุณต่ำที่สุด และเปิดโอกาสให้พอร์ตการลงทุนของคุณเติบโตได้อย่างยั่งยืนครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านไม่มากก็น้อยกันนะครับ